วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิกฤตการณ์พลังงาน

-->
วิกฤตการณ์พลังงาน
              
           จากการศึกษาของนักวิทยา ศาสตร์ชาวอเมริกันในปี 2531 พบว่า พลังงานจากแหล่งน้ำมันดิบทั่วโลกที่ได้มีการสำรวจค้นพบและสำรวจพิสูจน์กัน เรียบร้อยแล้วมีอยู่ไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบอัตราการใช้ของประชากรทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ และถ้าหากว่าอัตราการใช้ยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่ากับปี 2531 แล้ว เชื่อว่าน้ำมันดิบที่มีอยู่ในตามแหล่งสำรองต่าง ๆ ที่มีในโลก จะหมดไปภายในปี 2571 คืออีก 32 ปี ข้างหน้านั่นเอง
                นั่นเป็นการคาดการณ์ก่อน ที่จะมีวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งบ่อน้ำมันดิบจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการต่อสู้ในสงครามครั้งนั้น ฉะนั้นในปี พ.ศ.2535 เป็นต้นไป เชื่อว่าแหล่งน้ำมันดิบต่าง ๆ ในโลก จะมีให้ใช้อยู่ในอัตราไม่เกิน 35 ปี แล้วก็คงจะต้องหมดไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ การใช้พลังงานของเราก็ควรจะต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีก
                 
        ทั้งนี้เนื่องจากน้ำมัน เชื้อเพลิงที่ใช้ภายในประเทศ ส่วนใหญ่ได้มาจากการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานได้รายงานว่า น้ำมันดิบที่นำเข้าสู่การกลั่นเพื่อให้ได้น้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ นั้น ทุก ๆ 100 ตัน ได้มาจากการนำเข้าต่างประเทศมากถึง 83 ล้าน และจากแหล่งภายในประเทศเพียง 17 ตัน โดยที่การนำเข้านั้น ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชีย ขณะที่น้ำมันดิบทั้งหมดที่นำเข้าสู่การกลั่น สามารถผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูปตอบสนองความต้องการได้เพียงร้อยละ 38 จะต้องนำเข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในปี 2533 เพิ่มมากขึ้นจากปี 2532 ถึงร้อยละ 40
                 
           ประกอบกับการผลิตจัดหาและ จำหน่ายพลังงานในประเทศไทย เป็นไปอย่างไม่เหมาะสมและมุ่งเน้นเรื่องการผลิตและบริโภค ขาดการสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องในด้านการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พลังงานในประเทศร่อยหรอลง ถึงแม้จะมีแหล่งสำรวจค้นพบได้เองในประเทศไทยก็ตาม แต่ว่าแหล่งที่มีอยู่ก็จะต้อง หมดไปในไม่ช้า เนื่องจากว่าอัตราการใช้ได้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
                พลังงานที่มีการใช้อยู่ ตามบ้านเรือนขณะนี้ก็ได้แก่ พลังไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม เป็นส่วนซึ่งทำให้แหล่งพลังงานที่มีอยู่มีการหมดไป นอกจากนี้ขบวนการที่ได้มาซึ่งพลังงานเหล่านั้น มักจะทำให้เกิดปัญหามลภาวะ และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าจากการใช้ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง หรือก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ก็จะทำให้เกิดการปล่อยสารพิษออกมา ทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม
                โดยการเผาไหม้ของวัสดุ พลังงานต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นละอองต่าง ๆ ทำให้สภาพแวดล้อมที่อยู่โดยรอบแหล่งผลิตพลังงาน แหล่งแปลงรูปพลังงานเสื่อมโทรมลงอย่างรวมเร็ว
                ถ้าเป็นอย่างนี้ทำให้เรา เห็นได้ว่า การใช้พลังงานของเราแต่ละครั้ง ไม่ว่าเป็นการเปิดไฟ การใช้ไฟฟ้าเพื่อความบันเทิงความสุขสบาย การปรับอุณหภูมิในห้องปรับอากาศอะไรก็แล้วแต่ แต่ละครั้งที่ใช้มีมลภาวะเกิดขึ้น แล้วเราเองก็ได้รับความสบายมีความสุข การมีความสุขสบายในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ทำให้ลืมคิดไปว่าแท้จริงแล้ว เราไม่มีพลังงาน ไม่มีทรัพยากรส่วนนี้เหลือไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลังเลย ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ การใช้พลังงานของเราจะทำให้เกิดมลภาวะตกค้างไปยังอนุชนรุ่นหลังอีกด้วย
                นอกจากจะเอาทรัพยากรของ เรา ซึ่งจะต้องมีใช้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันจนเกือบหมดแล้ว สิ่ง ที่เหลืออยู่สำหรับใช้ลูกหลานที่ต้องตามมาแก้ไขคือ ปัญหาเรื่องมลพิษที่ตกค้างอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ และเป็นอันตรายและยากที่จะแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง
                ส่วนแนวทางที่จะปฏิบัติ แก้ไขได้ก็คือว่า ลดการใช้พลังงาน ลดการเดินทางลงมาอย่างรวมเร็วที่สุด อันดับที่สองก็คือว่าหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานสิ้นเปลืองหรือการใช้พลังงาน ที่ไม่มีเหตุผลหรือมีเหตุผลไม่เพียงพอ เช่น การประดับสถานที่ด้วยหลอดไฟชนิดต่าง ๆ เราสามารถทำได้ดีกว่านั้นคือการประดับประดาด้วยวัสดุอย่างอื่น เพื่อทำให้เกิดการดึงดูดใจเป็นที่สนใจกับผู้ที่ผ่านมาหรือผู้ที่พบเห็น ประการที่สาม ก็คือหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานทุกรูปแบบ ก็คือการที่มีการใช้พลังงานโดยเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่มีผู้ใดอยู่ในเขตนั้น ขอให้ปิดไฟ หรือมีการเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้แต่ไม่มีผู้ที่ใช้อยู่ในบริเวณนั้นก็ ขอให้ปิดเครื่องด้วย ในกรณีที่เป็นการลดการสูญเสียอีกประการหนึ่งก็คือ ในเรื่องการสูญเสียนี้ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการใช้หลอดไส้ทุกชนิด ให้หันมาใช้หลอดประหยัดพลังงานจะทำให้การใช้ไฟเพื่อแสงสว่าง นั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ประการที่สี่ คือให้เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานในทุกรูปแบบด้วยกัน ประการที่ห้า จะต้องสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น คือสิ่งที่ได้พยายามทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองจนเกิดเป็นผลที่พอใจและได้ผลตาม ที่ต้องการแล้ว ก็นำเอาความคิดความเข้าใจเหล่านั้นมาเผยแพร่ให้กับคนใกล้ชิดได้รับทราบ เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไปด้วย
                จะเห็นได้ว่าพลังงานที่มี อยู่ไม่ได้มากอย่างที่คิดเลย นอกจากนี้พลังงานที่มีเมื่อเอามาใช้ก็มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นพลังงานไม่ได้มีเหลือเผื่อเอาไว้ให้คนรุ่นหลังอีกต่อไป เมื่อเป็นอย่างนี้เรารู้ว่าเราคือต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงของการร่อยหรอ และการหมดไปของทรัพยากรพลังงาน ดังนั้น เราจะต้องหาทางที่ต้องลดการร่อยหรอ การหมดสิ้นไปของทรัพยากรพลังงานเหล่านี้ ด้วยการร่วมมือร่วมใจกันประหยัดพลังงาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น